My Community

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: เวลาเห็นคนอื่นมีเงินทำบุญเยอะๆ แล้วอยากทำบ้าง แต่ก็จนใจ  (อ่าน 1216 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

white light

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 909
    • ดูรายละเอียด
สาระธรรมเพื่อมวลชน ตอนที่ 37

เวลาเห็นคนอื่นมีเงินทำบุญเยอะๆ แล้วอยากทำบ้าง แต่ก็จนใจ

ถาม – เวลาเห็นคนอื่นมีเงินทำบุญเยอะๆ แล้วอยากทำบ้าง แต่ก็จนใจเพราะยากจน แม้ทราบว่าบุญอยู่ที่ใจ ให้น้อยก็ได้ แต่คิดทุกทีว่าให้น้อยก็ได้น้อย จิตใจห่อเหี่ยวไม่ปลื้มบุญเลย ไม่ทราบจะคิดอย่างไรให้กำลังใจเพิ่มขึ้น

ขอให้มองเป็นภาพรวมไปเลยครับ ลองถามตัวเองเป็นข้อๆ อย่างนี้

๑) คุณ ‘ชอบให้’ หรือ ‘ไม่ชอบให้’ ความชอบนั่นแหละคือใจจริง ถ้าคุณมีใจจริงเป็นการให้ อย่างไรจิตก็ต้องเปิดโล่ง ต้องสว่างไสว ไม่มีความตระหนี่อันเป็นเครื่องเศร้าหมองในปัจจุบัน กับทั้งมีหลักประกันให้อยู่ดีมีสุขในอนาคต เพราะภพหรือภาวะแห่งชาติภูมิเกิดจากการสร้างของจิต เมื่อจิตชอบให้ก็ย่อมเคลื่อนเข้าไปอยู่ในภพของผู้มีสมบัติมาก เพื่อจะให้ต่อได้อีกมากๆ

๒) คุณ ‘ให้เป็นประจำ’ หรือ ‘นานๆให้ที’ สมมุติว่ามีแมวจรจัดเข้ามาป้วนเปี้ยนเป็นขาประจำในบ้าน เพียงคุณเจียดเงินวันละ ๕ บาทเป็นค่าขนมแมวไปเรื่อยๆ รวมหนึ่งปีแล้วจะไม่ใช่ ๕ คูณ ๓๖๕ หรอกนะครับ เพราะชีวิตแมวหนึ่งปีซื้อไม่ได้ด้วยเงินเพียงสองพันบาท แต่ต้องกำลังกายกำลังใจเป็นจำนวน ๓๖๕ ครั้งด้วย กำลังกายและกำลังใจทั้ง ๓๖๕ ครั้งนั้น กู้ยืมมาจากธนาคารไหนๆ ไม่ได้ ต้องผุดขึ้นจากศรัทธาในการทำทานสถานเดียว

ตัวตนใหม่และความสงบของใจในระยะยาวนั่นแหละ คือรางวัลที่ได้รับจากการเสียสละอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้นให้ไปเท่าไรไม่เห็นน่าคำนึง หันมาคำนึงเถอะว่าคุณได้ตัวตนใหม่และความสงบของใจเป็นเครื่องตอบแทนหรือเปล่า ถ้าได้มา ก็ขอจงจำไว้ว่าคุณได้มากกว่าให้ไปเกินจะนับ เพราะสิ่งที่คุณให้นั้นเป็นสมบัติภายนอก แต่สิ่งที่ได้มาเป็นสมบัติภายใน ซึ่งอยู่ติดตัวตลอด ๒๔ ชั่วโมง และจะเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ติดตามไปแม้กายนี้แตกทำลายลงแล้วครับ

http://dungtrin.com/mag/?24.prepare

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16659
บันทึกการเข้า

white light

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 909
    • ดูรายละเอียด
ความอับ ความสว่างของชีวิต (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

อันความดีและความชั่วนี้ มีลักษณะพร้อมทั้งผลต่างกัน เมื่อเป็นความดีจริง
ถึงใครจะพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นความชั่ว ก็ไม่อาจทำได้ คงเป็นความดีอยู่นั้นเอง

แม้ความชั่วก็เหมือนกัน เมื่อเป็นความชั่วจริง ก็คงเป็นความชั่วอยู่นั้นเอง
ไม่มีใครสามารถจะกลับกลายให้เป็นความดีไปได้

ส่วนความอ้างเอาเองและความเข้าใจของคนก็เป็นเพียงความอ้างเอาเองหรือความเข้าใจเท่านั้นแม้จะทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้บ้าง เช่น การใส่ความ การยกยอโดยไม่เป็นความจริงก็ไม่ใช่ผลของความดีความชั่วนั้นโดยตรง

ผลของความดีหรือความชั่วนั้น จะต้องมาถึงเมื่อถึงโอกาส เพราะการให้ผลของความดีหรือความชั่วก็มีเวลาเหมือนวันคืน เมื่อยังเป็นเวลากลางวัน จะเร่งเป็นเวลากลางคืนสักเท่าไรก็คงเป็นไปไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาสิ้นวัน เวลากลางคืนก็เข้ามาถึงเอง

แม้ในเวลากลางคืนก็เหมือนกัน จะเร่งให้เป็นเวลากลางวันเท่าไร ก็เป็นไปไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นวันแล้วกลางวันก็จะเริ่มขึ้นเอง

เวลาความดีให้ผลเหมือนกลางวัน เวลาความชั่วให้ผลเหมือนกลางคืน
ฉะนั้นบุคคลในโลกนี้เมื่ออยู่ในระยะกาลที่ความดีให้ผลก็มีชีวิตสว่างรุ่งเรือง
แม้จะทำความชั่วในระหว่างนั้นก็ยังสว่างไสวอยู่ก่อน จนกว่าจะถึงกาลที่ความชั่วให้ผล

แต่เมื่ออยู่ในระยะกาลที่ความชั่วให้ผล ชีวิตก็อับแสงเศร้าหมอง
ถึงจะทำความดีในระหว่างนั้นก็ยังอับแสงต่อไป จนกว่าจะถึงกาลแห่งความดีให้ผล

เหตุฉะนี้บุคคลบางคนหรือบางพวก ผู้ไม่มีศรัทธาในกรรมหรือผลของกรรม
จึงมักมีความเห็นเลื่อนลอยไปตามผลต่างๆ ที่เห็นจำเพาะหน้า เห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น

เป็นต้นว่า เห็นบางคนทำดีและได้รับผลดีก็พูดว่า ทำดีได้ดี เห็นบางคนทำชั่วแต่ได้รับผลดี
ก็พูดว่าทำชั่วได้ดี เห็นบางคนทำชั่วได้รับผลชั่วก็พูดว่า ทำชั่วได้ชั่ว เห็นบางคนทำดีแต่ได้รับผลชั่ว ก็พูดว่า ทำดีได้ชั่ว

คนมิใช่น้อยพูดเลื่อนลอยไปตามที่เห็นจำเพาะอย่างนี้ เพราะไม่ทราบหรือไม่เชื่อในกฎของกรรม อันเกี่ยวกับกาลกำหนดเหมือนอย่างวันคืนดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อมีความรู้หรือความเชื่อในกฎของกรรมก็จักกล่าวอย่างแน่นอนไม่เลื่อนลอยว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

: สิริมงคลของชีวิต
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16565

บันทึกการเข้า