เสื้อฅนไม่ยอมจน โดย พระพยอม กัลยาโณ
ภาษาไทย English

ฟังธรรมะออนไลน์

ฟังธรรมะออนไลน์

ระเบียบการ
การบรรพชา – อุปสมบท
(บวชพระ - บวชเณร)

หนังสือธรรมะ (.PDF)
มหาบุรุษกองขยะ
บรมธรรม
หนังสือครองเรือน
บุญช่วย บุญรอด บุญงอก
บวชดีนักแล
แทรก! ซาก!
ระหว่างพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์
ก ข ก กา ดับทุกข์
อารมณ์...อยากดับทุกข์
หนังสือความบริสุทธิ์นี้ ดีไฉน
หนังสือธรรมนูญชีวิต ดีไฉน
ถามแบบโยม ตอบบแบบพระพยอม
คู่มือยกระดับบุญ

วารสารกัลยาโณ
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 16
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 17
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 18
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 19
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 20
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 21
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 22
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 23
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 24
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 25
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 26
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 27
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 28
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 29
วารสารกัลยาโณ ฉบับที่ 30

ดนตรีเพลงธรรม
คีตธรรม พระพยอม
T01 : บนนำ
T02 : เราดีกว่าดวงดี.mp3
T03 : ระเบิดชีวิต.mp3
T04 : ความดีเป็นกุศล.mp3
T05 : ขาดเธอเพิ่งเจอความสุข.mp3
T06 : เชื่อไหม.mp3
T07 : ฉันชื่อ.mp3
T08 : สิงห์.mp3
T09 : จงเรียน.mp3
T10 : บาป.mp3
T11 : ชีวิตคน.mp3
T12 : พึ่งงาน.mp3
T13 : น้ำตาล.mp3
T14 : เจ้าจุกไม่หล่อ.mp3

กองทุนผู้สูงวัย วัดสวนแก้ว




วารสารกัลยาโณ

5 รอบ 60 ปี พระพยอม วารสาร กัลยาโณ
ฝากรูป

kanlayano.org

วันอาสาฬหบูชา
วันสำคัญทางพุทธศาสนา
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8

อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก “อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ” หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญเดือน 8 คืออันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลัง
การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ คือ
1) เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
2) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
3) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวก
4) เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกองค์แรกบังเกิดขึ้นในโลก
5) เป็นวันแรกที่บังเกิดสังฆรัตนะ สมบูรณ์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ
เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า “วันพระสงฆ์”

ประวัติความเป็นมาวันอาสาฬหบูชา

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเป็นดังพระธรรมราชา ได้ทรงบันลือธรรมยังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรมหรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือ “ดินแดนแห่งพระธรรม” นั่นเอง


อักษรพรหมบนเสาพระเจ้าอโศก
เมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้มีฐานะมั่งคั่งได้ประกอบพิธีกรรมแก่ตนเต็มที่ มีผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอดพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง

พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาร ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง 6 ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “ทางสายกลาง” เมื่อทรงปฏิบัติตามนี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ 4 ประการ
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศก 44  ปี แล้ว ในชั้นแรกพระองค์ทรงคำนึงว่า ธรรมะที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้นเป็นของลึกซึ้ง ยากที่คนจักรู้ได้ แต่หลังจากพระพุทธองค์ได้ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษ ทรงเห็นว่า “มนุษย์ทั้งหลายอุปมาดั่งดอกบัวสี่เหล่าที่จักสอนให้รู้ตามพระองค์ได้ง่ายก็มีสอนได้ยากก็มี ฯลฯ”

ดอกบัว ๔ ประเภทคือ
๑.อุคฆติตัญญู คือ พวกที่มีปัญญาไว บอกอะไรก็เข้าใจได้ทันที เหมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้วพร้อมจะบานเมื่อได้รับแสงอาทิตย์
๒.วิปัจจิตัญญู คือ พวกที่จะรู้ธรรมได้ต้องอธิบายขยายความกันยาวๆ จึงจะเข้าใจความหมายเหมือนบัวที่อยู่เสมอน้ำจักบานในวันต่อไป
๓.เนยยะ คือ พวกที่ต้องใช้ความพากเพียร ฟัง คิด ถามท่องอยู่เสมอจึงจะเรียนรู้ได้ เปรียบเหมือนบัวที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ แต่เมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงก็สามารถจะโผล่ไปบานในวันต่อๆไป
๔.ปทปรมะ ได้แก่ พวกปัญญาอ่อน หรือพวกที่ฟัง คิด ถาม ท่องแล้วก็ยังไม่สามารถรู้ธรรมได้ เปรียบเหมือนบัวที่ติดกับเปือกตม รังแต่จะกลายเป็นอาหารของปลา เต่าต่อไป


พระพุทธองค์พิจารณาถึงบัวสี่เหล่า
จึงทรงตั้งพระทัยที่จะนำสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้มาสอนแก่มนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ได้ทรงพิจารณาหาบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้โปรดก่อนเป็นบุคคลแรก ในครั้งแรกพระองค์ทรงระลึกถึง อาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตรก่อน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นพระอาจารย์ที่พระองค์ได้เข้าไปศึกษาในสำนักของท่าน ก่อนปลีกตัวออกมาแสวงหาโพธิญาณด้วยพระองค์เอง เมื่อทรงทราบว่าทั้งสองท่านได้เสียชีวิตแล้ว


จึงได้ทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ผู้ที่เคยอุปัฏฐากพระองค์ในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา และทรงทราบด้วยพระญาณว่า ปัญจวัคคีย์พำนักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี พระองค์จึงตั้งใจเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเป็นครั้งแรก


ดาบส

เจาคันธีสถูปสถานที่พระพุทธองค์พบปัญจวัคคีย์
เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงที่พักของเหล่าปัญจวัคคีย์ ในวันเพ็ญเดือน 8 (อาสาฬหมาส) ปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระพุทธเจ้ามาแต่ไกลด้วยเหตุที่ปัญจวัคคีย์รังเกียจว่า “เจ้าชายสิทธัตถะผู้ได้เลิกการบำเพ็ญทุกขกิริยา หันมาเสวยอาหารเป็นผู้หมดโอกาสบรรลุธรรมได้เสด็จมา” จึงได้นัดหมายกันและกันว่า “พวกเราไม่พึงอภิวาท ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับพระองค์ ไม่พึงรับบาตรจีวรของพระองค์ แต่พึงวางอาสนะไว้ ถ้าพระองค์ปรารถนาจะนั่งก็จักประทับนั่งเอง”
ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปถึงกลุ่มปัญจวัคคีย์ ปัญจวัคคีย์เหล่านั้นกลับลืมข้อตกลงที่ตั้งกันไว้แต่แรกเสียสิ้น ต่างพาลุกขึ้นมาต้อนรับพระพุทธเจ้า ช่วยกันรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูอาสนะ จัดหาน้ำล้างพระบาท จัดตั้งตั่งรองพระบาท นำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย ตามที่ตนได้เคยปรนนิบัติมา พระพุทธเจ้าจึงประทับนั่งบนอาสนะที่พระปัญจวัคคีย์จัดถวายไว้

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เราตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พวกเธอจงเงี่ยโสตสดับ เราได้บรรลุอมฤตธรรมแล้ว เราจะสั่งสอน จะแสดงธรรม พวกเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสั่งสอนแล้ว ไม่ช้าสักเท่าไร จักทำให้เข้าใจแจ้งซึ่งคุณอันยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่คนทั้งหลายผู้พากันออกบวชจากเรือน ต้องการด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเอง”

โปรดปัญจวัคคีย์

ธรรมเมกขสถูปสถานที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์
แรกทีเดียวพระปัญจวัคคีย์ยังไม่เชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงค้านถึงสามครั้งว่า “แม้ด้วยจริยานั้น แม้ด้วยปฏิปทานั้น แม้ด้วยทุกรกิริยานั้น พระองค์ก็ยังไม่ได้บรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษ อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ก็บัดนี้พระองค์เป็นผู้มักมาก คลายความเพียรเวียนมา เพื่อความเป็นคนมักมากไฉนจักบรรลุอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ ความเห็นพิเศษอย่างประเสริฐอย่างสามารถได้เล่า”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “พวกเธอยังจำได้หรือว่า เราได้เคยพูดถ้อยคำเช่นนี้มาก่อน”
พวกปัญจวัคคีย์ จึงได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาค เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง

พระพุทธองค์ทรงจึงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเรียกว่า ปฐมเทศนา เป็นการยังธรรมจักร คือการเผยแผ่พระธรรมให้เป็นไปเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแสดงพระปฐมเทศนานี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ได้เกิดขึ้นแก่หนึ่งในพวกปัญจวัคคีย์ทั้งห้าคือท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา”

พระพุทธองค์ทรงทราบความที่ท่านโกณฑัญญะเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในคำสอนของพระองค์ จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “อัญญา สิ วตโภ โกณฑัญโญ” ท่านผู้เจริญ ท่านโกณฑัญญะ รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า “อัญญา” นี้ จึงได้เป็นคำนำหน้าชื่อของท่านโกณฑัญญะ

เมื่อท่านโกณฑัญญะได้บรรลุโสดาบันแล้ว จึงได้กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองค์จึงทรงประทาน เอหิภิกขุอุปสัมปทา ว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

พระอัญญาโกณฑัญญะ” จึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และด้วยเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ จึงนับเป็น พระสงฆ์อริยสาวกองค์แรก ในพระพุทธศาสนา ซึ่งวันนั้นเป็นวันเพ็ญ กลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน 8 เป็น วันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” ครบบริบูรณ์


ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรครั้งแรก โปรดพระปัญจวัคคีย์
ใจความสำคัญของปฐมเทศนา
ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ

1.มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง
เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุดโต่ง 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

1) การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค
2) การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
ดังนั้น  เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดโต่งเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่

 สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบคือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
สัมมากัมมันตะ กระทำชอบคือ ทำการงานที่สุจริต
สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

2.อริยสัจ 4 แปลว่า “ความจริงอันประเสริฐของอริยะ” ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากข้าศึก คือกิเลส ได้แก่
1) ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

2) สมุทัย
ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆตัณหา 3 อย่าง ได้แก่
2.1 กามตัณหา ความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ
2.2 ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่
2.3 วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่

3) นิโรธ
ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

4) มรรค
ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น
และเมื่อกล่าวโดยย่อก็ได้แก่สิกขา 3 อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง
การที่จะเรียกว่าตรัสรู้อริยสัจนั้น ต้องเป็นความรู้ที่มีวนรอบคือ รู้ 3 ชั้น ด้วยพระญาณทั้ง 3 คือ
1. สัจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ
2. กิจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ
3. กตญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว

ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่พระองค์ว่า..
นี้เป็นทุกข์ อันควรกำหนดรู้ และพระองค์ ได้กำหนดรู้แล้ว
นี้เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ อันควรละ และพระองค์ ได้ละแล้ว
นี้เป็นความดับทุกข์ อันควรทำให้แจ้ง และพระองค์ ได้ทำให้แจ้งแล้ว
นี้เป็นหนทางดับทุกข์ อันควรเจริญ และพระองค์ ได้เจริญแล้ว


สรุปได้ว่า ปัญญาอันรู้เห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 มีรอบ 3 มีอาการ 12 คือ
ขั้นแรก รู้ว่า อริยสัจแต่ละอย่างนั้นเป็นอย่างไร
ขั้นที่สองรู้ว่าควรจะทำอย่างไรในอริยสัจแต่ละประการนั้น
และขั้นที่ 3 พระองค์ได้ กระทำตามนั้นสำเร็จเสร็จแล้ว


ประวัติวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย

พิธีวันอาสาฬหบูชาเริ่มกำหนดเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช 2501 โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอคณะสังฆมนตรี ให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาขึ้น อีกวันหนึ่ง คือ "วันธรรมจักร" หรือ "วันอาสาฬหบูชา" ด้วยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และได้กำหนดพิธีวันอาสาฬหบูชาขึ้น เมื่อ14 กรกฎาคม พ.ศ.2501

ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรี นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงได้ลงมติให้ประกาศกำหนดเพิ่มให้วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีไม่มีอธิกมาส) และวันขึ้น 15ค่ำ เดือน 8 หลัง (ในปีมีอธิกมาส) เป็นวันหยุดราชการประจำปีอีก 1 วัน เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับวันสำคัญยิ่งของชาวพุทธนี้และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนที่จะไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ด้วยอีกประการหนึ่ง


การปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนในวันอาสาฬหบูชา

พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปจะปฏิบัติในวันนี้ คือ ตอนเช้า ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) สวดมนต์ ในตอนค่ำเดินเวียนเทียน พระภิกษุ สามเณร ฆราวาสประชุม ร่วมกันที่หน้าพระอุโบสถ หรือหน้าพระสถูปเจดีย์ มือถือดอกไม้ธูปเทียน ยืนประนมมือสำรวมจิต พระสงฆ์เป็นผู้กล่าวนำบูชา จบแล้วทำประทักษิณ หรือเดินเวียนขวา (เดินให้มือขวาเข้าหาสิ่งที่เราเคารพ ในกรณีนี้ก็คือเดินให้ มือขวาเข้าหาพระอุโบสถ หรือพระสถูปเจดีย์

ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด


คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชา

ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, สัตเตสุ การุญญัง ปะฏิจจะ กะรุณายะโก, หิเตสี อะนุกัมปัง อุปาทายะ, อาสาฬ๎หะปุณณะมิยัง พาราณะสิยัง, อิสิปะตะเน มิคะทาเย, ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง, อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตต๎วา, จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาเสสิ ฯ

ตัส๎มิญจะ โข สะมะเย, ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง ปะมุโข, อายัส๎มา อัญญาโกณฑัญโญ, ภะคะวะโต ธัมมัง สุต๎วา, วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง ปะฏิละภิต๎วา, ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง, สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ, ภะคะวันตัง อุปะสัมสะทัง ยาจิต๎วา ภะคะวะโต เยวะ สันติกา เอหิภิกขุ อุปะสัมปะทัง  ปะฏิละภิต๎วา ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย อะริยะสาวะกะสังโฆ โลเก ปะฐะมัง อุปปันโน อะโหสิ พุทธะระตะนัง ธัมมะระตะนัง สังฆะระตะนันติ ติระตะนัง สัมปุณณัง อะโหสิฯ

มะยัง โข เอตะระหิ อิมัง อาสาฬ๎หะปุณณะมีกาลัง ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะกาละสัมมะตัง อะริยะสาวะกะสังฆะอุปปัตติกาละสัมมะตัญจะ ระตะนัตตะยะสัมปุณณะกาละสัมมะตัญจะ ปัต๎วา อิมัง ฐานัง สัมปัตตา อิเม สักกาเร คะเหต๎วา อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริต๎วา ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา อิมัง ถูปัง (อิมัง พุทธะปะฏิมัง) ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานาฯ

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ญาตัพเพหิ คุเณหิ อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน อิเม อัมเหหิ คะหิเต สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ


คำแปล

เราทั้งหลายถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดแล้ว ว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย อนึ่ง เราทั้งหลายชอบใจซึ่งพระธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ทรงอาศัยความการุณ ในสัตว์ทั้งหลาย ทรงพระกรุณาแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ทรงอาศัยความเอ็นดู ได้ยังพระธรรมจักร อันยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจ ๔ เป็นครั้งแรกแก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสีในวันอาสาฬหปุณณมี

อนึ่ง ในสมัยนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้เป็นหัวหน้าของพระภิกษุปัญจวัคคีย์ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ธรรมจักษุอันบริสุทธิ์ปราศจากมลทินว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้น มีความดับเป็นธรรมดา" จึงทูลขออุปสมบท กะพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นองค์แรกในโลก
               
อนึ่ง ในสมัยนั้นแล พระสังฆรัตนะได้บังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะและพระสังฆรัตนะ ได้สมบูรณ์แล้วในโลก
               
บัดนี้ เราทั้งหลายแล มาประจวบมงคลสมัยอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญอาสาฬหมาส ที่รู้พร้อมกันว่า เป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร เป็นวันที่เกิดขึ้นแห่งพระอริยสงฆ์สาวก และเป็นวันที่พระรัตนตรัยสมบูรณ์ คือ ครบ ๓ รัตนะ จึงมาประชุมกันแล้ว ณ ที่นี้ ถือสักการะเหล่านี้ ทำกายของตนให้เป็นดังภาชนะรับเครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณตามเป็นจริงทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จักทำประทักษิณสิ้นวาระสามรอบซึ่งพระสถูป (พระพุทธปฏิมา) นี้ บูชาอยู่ด้วยสักการะอันถือไว้แล้วอย่างไร
               
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จปรินิพพานนานมาแล้ว ยังปรากฎอยู่ด้วยพระคุณสมบัติอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้โดยความเป็นอตีตารมณ์ จงทรงรับเครื่องสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ


 
 
เลขที่ 55/1 หมู่ 1 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140 โทรศัพท์ : 0-2595-1444, 0-2595-1946 โทรสาร : 0-2921-5022
55/1 M.1 Bang lane Subdistrict, BangYai District Nonthaburi 11140, Thailand Tel : (66)0-2595-1444, (66)0-2595-1946 Fax. (66)0-2921-5022

©2009 Kanlayano.org All rights reserved. This site is best viewed with 1024x768 resolution. | bookkan54@gmail.com